จากอดีตสาวโรงงาน คนรับจ้างปรบมือ พลิกชีวิตสู่ “ผู้พิพากษาหญิง”

ข่าวทั่วไป ธรรมะ

จากอดีตสาวโรงงาน คนรับจ้างปรบมือ พลิกชีวิตสู่ “ผู้พิพากษาหญิง”

วันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาดูเส้นทางชีวิตที่บอกเลยว่าไม่ธรรมดาเป็นอย่างมากซึ่งเธอนั้นเป็นผู้พิพากษาที่มีชื่อว่า ลัดดาวรรณ หลวงอาจ โดยในแต่ก่อนเธอนั้นเป็นเพียงแค่สาว

โรงงาน รับจ้างปรบมือและพนักงานเซเว่นเท่านั้น แต่ด้วยความไม่ยอมแพ้ก็ทำให้เธอนั้นสามารถเดินไกลมาถึงเป็นผู้พิพากษาหญิง ด้วยความบากบั่นอุตสาหะของตัวเองจึงทำให้

เธอนั้นได้ประกอบอาชีพที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีถึงขนาดนี้

โดยคุณลัดดาวัลย์เป็นผู้พิพากษาสาววัย 37 ปีโดยเธอเป็นเด็กสาวชาวอีสานมาก่อนและทุกคนก็มักจะมองตัวเธอว่าเธอเป็นเด็กขี้อายไม่สุงสิงกับใครติดยายซึ่งเวลาที่เธอไปไหน

มาไหนนั้นก็ชอบตามยายไปทุกที่ และในช่วงวัยประถมเธอก็มักจะชอบอ่านหนังสือและส่วนใหญ่มักจะอยู่ในห้องอ่านหนังสือหรือห้องสมุดของโรงเรียนเป็นประจำอ่านทุกเล่มอ่าน

วันละหลายๆ รอบ

โดยชีวิตของเธอนั้นมีต้นทุนที่เรียกได้ว่าติดลบเลยก็ว่าได้พ่อแม่และครอบครัวเป็นคนไม่ได้มีเงินทองที่จะส่งเธอให้สามารถเรียนสูงสูงได้ดังนั้นเมื่อเธอได้เรียนจบชั้นประถมศึกษาปี

ที่ 6 ก็ทำให้เธอนั้นไม่สามารถเรียนต่อได้เพราะพ่อแม่นั้นไม่มีเงินส่งจึงจำเป็นต้องหยุดงานแล้วออกมาทำไร่ทำนาซึ่งนั่นก็สวนทางกับความต้องการในใจเป็นอย่างมาก

และด้วยความเป็นหลานรักของคุณยายซึ่งคุณยายก็เลี้ยงมาอย่างทะนุถนอมมาโดยตลอดไม่เคยให้ทำงานบ้านเลยเธอจึงโตมาด้วยความที่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างเหมือนถูกเลี้ยงมา

อย่างดีเลยทีเดียวทำกับข้าวให้ก็ไม่เป็นตากแดดปรับลงก็ไม่ได้ทำไร่ทำนาก็ไม่สู้โดยเธอมีความคิดที่ว่า “ฉันไม่ชอบทำเกษตรกรรม เพราะมันเหนื่อย

แต่ฉันชอบอ่านหนังสือ ฉันอยากเรียนหนังสือสูงๆ ทำงานดีๆ จะได้ส่งเงินให้พ่อแม่”

ซึ่งความคิดนี้ก็ทำให้เธอขนขวายที่จะเรียนหนังสือให้ได้โดยเริ่มจากการไปสมัครเรียนกศนหรือการศึกษาทางไกลหรือการศึกษาระบบนอกโรงเรียนที่จังหวัดใกล้เคียงห่างจาก

หมู่บ้านไปประมาณ 30 กิโลเมตรแน่นอนว่าถนนหนทางนั้นทรหดเอาการสำหรับเด็กหญิงและชายชราซึ่งกลายเป็นภาพที่ชินตาสำหรับคนแถวนั้นว่ายายหลานคู่หนึ่งเดินขึ้นเขาทุก

วันอาทิตย์ตอนเช้าตอนเย็นเพื่อไปเรียนหนังสือโดยเธอนั้นต้องเดินจากหมู่บ้านประมาณ 3 กิโลเพื่อขึ้นรถเมล์ไปเรียนทุกวันอาทิตย์ส่วนวันอื่นที่เหลือก็จะนำกลับมาอ่านหนังสือและ

ทบทวนบทเรียนเองโดยใช้เวลา 1 ปีเธอก็สามารถจบวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้

แล้วเมื่อเธออายุประมาณ 15 ปีก็มีการคิดการใหญ่ว่าจะมุ่งเรียนต่อให้ได้จึงตัดสินใจไปขอพ่อกับแม่เพื่อเข้ากรุงเทพฯและหาที่เรียนโดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องส่งเงินมาให้ที่บ้านทุก

เดือนงานแรกที่เธอทำก็คือพนักงานโรงงานปลากระป๋องทูน่าในจังหวัดนครปฐมถึงแม้ว่าเธอจะต้องทนสภาพกับการเหม็นกลิ่นคาวปลาจนอาเจียนแต่ก็กัดฟันสู้และคิดอยู่เสมอว่าเป้า

หมายของเธอคือการเรียนให้จบและสานฝันนี้ให้สำเร็จด้วยเทอญนั้นทำงานทั้งที่โรงงาน 6 วันแล้ววันอาทิตย์ก็จะไปเรียนกศนต่อด้วยที่เธอนั้นไม่รู้สึกเหนื่อยเลยแม้แต่น้อยที่จะต้อง

ไปเรียนเพราะเธอคิดว่าการเรียนนั้นถือเป็นการพักผ่อนชั้นยอดและเมื่อถึงเวลาสิ้นเดือนก็ส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่ซึ่งนั่นก็ทำให้เธอนั้นมีความสุขโดยเช่นกันโดยเธอนั้นก็มีเงินเก็บไว้

ส่วนหนึ่งไว้สำหรับเป็นค่าเล่าเรียนกับค่ากับข้าว

หลังจากนั้นเธอก็ได้ย้ายไปทำงานที่โรงงานผลไม้กระป๋องโรงงานทอผ้าถึงแม้ว่าการทำงานที่โรงงานนั้นอาจจะเหนื่อยมากแค่ไหนแต่เธอก็ได้เรียนรู้อะไรมากมายจากการทำงานซึ่ง

ถือเป็นการอดทนอย่างหนึ่งและไม่เคยย่อท้อต่องานหนักเลยถือเป็นพื้นฐานของจิตใจที่เข้มแข็งและสามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปได้แต่ทว่าถ้าทำงานอย่างนี้ต่อไปเธอก็ยังไม่

เห็นอนาคตที่จะเรียนต่อจึงตัดสินใจกลับบ้านไปตั้งหลักและกลับมาสมัครงานโรงงานอิเล็กทรอนิกส์แถวจังหวัดสมุทรปราการและทำการเข้าเรียนคณะรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัย

รามคำแหงแต่ทว่าด้วยความโชคร้ายโรงงานแห่งนี้มีนโยบายในการจ้างพนักงานเพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้นจึงทำให้เธอต้องอยู่ในสถานะคนตกงานและพักเรื่องการเรียนไว้ก่อน

โดยในตอนนั้นเธอก็เตะฝุ่นไปอยู่สักพักจนสามารถได้กลายเป็นสาวโรงงานเครื่องแฟกซ์แถวอำเภอบางปะกงจังหวัดฉะเชิงเทราแม้จะไม่ได้เงินดีเท่าที่เดิมแต่ก็มีวันหยุดเยอะขึ้น

เพียงพอที่จะทำให้เธอนั้นสามารถวางแผนที่จะสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้อีกครั้งหนึ่งในคณะนิติศาสตร์เพราะวิชาพื้นฐานน้อยและวิชาหลักก็ไม่มีสอนในชั้นมัธยมอีก

ทั้งนักเรียนทุกคนจะต้องเริ่มใหม่เท่ากันเสียหมดจึงทำให้เธอตัดสินใจเรียนในคณะนี้ในตอนนั้นเธอรู้แค่ว่าเรียนให้ได้ก็พอไม่ต้องกับเก่งอะไรมากและเธอชื่นชอบการเรียนหนังสือทุก

ครั้งมีความสุขทุกครั้งที่ได้มีอาจารย์สอนอยู่หน้าห้องจึงทำให้เธอนั้นตั้งใจเรียนมากเป็นพิเศษและจดจำทุกอย่างที่อาจารย์สอนจึงทำให้เธอได้อะไรมากกว่าที่ใครคิด

แต่ในตอนนั้นระยะทางการเรียนกับการทำงานนั้นค่อนข้างห่างไกลกันมากอีกทั้งยังทำงานหนักเกินไปจึงไม่เหมาะแก่การเรียนเธอจึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นสาวโรงงานไปเป็น

พนักงานเซเว่นที่อยู่ใกล้กับมหาลัยแห่งนี้แทนด้วยความขยันมุ่งมั่นทุ่มเทเธอจึงใช้เวลา 3 ปีในการร่ำเรียนศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงอย่างแห่งนี้จนเธอนั้นสามารถเรียนจบ

คณะนิติศาสตร์ได้จากนั้นเธอก็เรียนเนติบัณฑิตต่ออีก 1 ปีจนสอบเป็นผู้พิพากษาและทำตามความฝันของตัวเองได้สำเร็จ

โดย ท่านลัดดาวรรณ เล่าว่า “ชีวิตผู้พิพากษา เหมือนชีวิตที่เคยฝันไว้เลย ตอนนี้ก็รู้สึกเหมือนฝันไป เป็นงานที่ทำแล้วสบายใจ สิ่งหนึ่งที่ทำให้มีวันนี้ได้ คือความรักแบบไม่มี

เงื่อนไขของคนในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ยาย น้องสาว แม้พวกเค้าจะไม่เข้าใจว่าฉันจะเรียนไปทำไมเยอะแยะมากมาย รู้แต่ว่าฉันอยากเรียนก็สนับสนุนทุกทางเท่าที่จะ

ทำได้”

“วันที่เป็นที่สุดของชีวิตคือวันที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระเจ้าอยู่หัว ถวายสัตตปฏิญาณ ได้รับโปรดเกล้าฯเป็น ผู้พิพากษาชั้นต้น มันเป็นเหมือนเป็นชีวิตเกินกว่าที่วาดฝันเอาไว้มาก

จนถึงวันนี้ เป็นเวลาแปดปีเศษ หลายครั้งที่มองย้อนกลับไปแล้วรู้สึกว่า แทบไม่น่าเชื่อว่าเด็กบนดอยคนหนึ่งจะมายืนจุดนี้ได้ จากนี้ต่อไปอยากอุทิศชีวิตทั้งหมดให้ท่าน

อยากทำงานเพื่อประชาชนตลอดไป และการที่ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษานั้น เป็นหน้าที่การงานที่ภาคภูมิใจของตระกูล”

โดยในความคิดของท่านนั้นถือว่าอาชีพผู้พิพากษานั้นทุกคนมาด้วยความสามารถไม่มีเส้นสายไม่มีการเลื่อนตำแหน่งซึ่งจะต้องไปเป็นการเลือกแบบตามลำดับขั้นตามความ

อาวุโสจึงทำให้คิดว่านี่แหละคืออาชีพที่สามารถทำได้เพราะเธอไม่มีเส้นสายและต้องใช้ความสามารถของตัวเองเท่านั้น

สำหรับเคล็ดลับทางการเรียนที่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้นั้นก็ไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรยากเย็นซับซ้อนเพียงแค่หมั่นทำข้อสอบเก่าฝึกเขียนฝึกถ่ายทอดเพราะสมองของเรา

มี 2 ส่วนนั่นก็คือส่วนที่ถ่ายทอดข้อมูลจากส่วนรับข้อมูลถ้ารับอย่างเดียวไม่มีการถ่ายทอดมันก็จะวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาแล้วไม่เกิดประเด็นและสิ่งใหม่ๆ

ฉะนั้นทางที่ดีต้องฝึก 2 อย่างควบคู่กันและมักจะตื่นมาในตอนตี 4 ลุกขึ้นมาทำสมาธิให้กับตัวเองในทุกๆวันอีกทั้งยังต้องอ่านหนังสือเพื่อเน้นคุณภาพไม่ได้ออกปริมาณเพราะ

การสอบเนติบัณฑิตนั้นเป็นการเน้นข้อเขียนเป็นหลักจะต้องอ่านและทบทวนทำความเข้าใจให้มากๆและสิ่งสำคัญที่สุดนั่นก็คือสมาธินั่นเอง

บางทีอุปสรรคทั้งหลาย ตัวเราต่างหากที่สร้างขึ้นมาเอง การหาข้ออ้างสำหรับการขี้เกียจนี่ง่ายนะ แต่การหาข้ออ้างที่ทำให้ขยันนี่ … มันต้องได้แรงบันดาลใจ ตราบที่ยังมี

‘ลมหายใจ’ ชีวิตต้องมีความหวัง นี่เป็นแรงบันดาลใจของฉัน” ท่าน ลัดดาวรรณ หลวงอาจ ผู้พิพากษาศาลแพ่ง

แหล่งที่มา : hunsa.siamtodaynews.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น